ย้อนภารกิจสุดท้าย พล.อ.เปรม ถวายงานรับใช้ใต้เบื้องยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว



หน้าแรก ข่าว ข่าวในพระราชสำนัก ย้อนภารกิจสุดท้าย พล...

ภารกิจสุดท้ายของพล.อ.เปรม ก็คือการเข้าร่วมพระราชประวัติศาสตร์ของชาวไทย เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 4 พฤษาภาคม พ.ศ. 2562 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสรงน้ำมุรธาภิเษก และน้ำศักดิ์สิทธิ์จากทั่วประเทศ



หลังจากนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมาทรงรับน้ำอภิเษก ในฉลองพระองค์บรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ฉลองพระองค์ครุย สายสะพายนพรัตน์ราชวราภรณ์ สายสร้อยจุลจอมเกล้า เสด็จฯ ไปประทับภายใต้พระบวรเศวตฉัตร พร้อมทรงรับน้ำอภิเษกเวียนขวา ทั้ง 8 ทิศและพลเอกเปรม ก็เป็นหนึ่งในแปดผู้ทูลเกล้าฯถวายน้ำอภิเษกโดยประจำ ทิศหรดี หรือ ตะวันตกเฉียงใต้



ผู้ถวายน้ำอภิเษกทั้ง 8 ทิศ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒

พันโท สมชาย กาญจนมณี ปฏิบัติหน้าที่สมุหพระราชพิธี ทูลเกล้าฯ ถวายพระเต้าเบญจคัพย์ รัชกาลที่ ๑ สำหรับทรงรับน้ำอภิเษกประจำทิศโดยทักษิณาวรรต ดังนี้

ทิศบูรพา (ตะวันออก) พลเรือเอก หม่อมเจ้าปุสาณ สวัสดิวัตน์ กราบบังคมทูลถวาย พระพรชัยมงคล และทูลเกล้าฯ ถวายน้ำอภิเษกด้วยถ้วยศิลาจารึกพุทธคาถาเป็นทิศแรกแล้ว พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ ทูลเกล้าฯ ถวายน้ำเทพมนตร์ด้วยพระครอบเฟือง (สัมฤทธิ์) เสร็จแล้ว ทูลเกล้าฯ ถวายน้ำเทพมนตร์ด้วยพระมหาสังข์ประจำทิศท่ีพระหัตถ์ทุกทิศ ตามลำดับ หลังผู้ถวายน้ำอภิเษก

ทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) หม่อมเจ้ามงคลเฉลิม ยุคล

ทิศทักษิณ (ใต้) พลโท หม่อมเจ้าเฉลิมศึก ยุคล

ทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี

ทิศประจิม (ตะวันตก) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) นายพรเพชร วิชิตชลชัย

ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ทิศอุดร (เหนือ) นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา

ทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) นายจรัส สุวรรณเวลา ราชบัณฑิต

ก่อนหน้านี้ซึ่งเป็นงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่ต่อเนื่องกัน โดยหลังจากที่ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ เรื่อง สถาปนาสมเด็จพระราชินี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โดย ระบุรายละเอียดว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า โดยที่ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส กับ พลเอกหญิง สุทิดา วชิราลงกรณ์ ถูกต้องตามกฎหมาย และราชประเพณีโดยสมบูรณ์ทุกประการแล้ว จึงมีพระราชโองการให้สถาปนา พลเอกหญิง สุทิดา วชิราลงกรณ์ พระอัครมเหสี เป็น สมเด็จพระราชินีสุทิดา ทรงดำรงตำแหน่งพระอิสริยยศ ฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์

ต่อมาในเวลา 16.30 น.วันเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และ พลเอกหญิง สุทิดา วชิราลงกรณ์ ในการสถาปนาพระราชินี



ในการนี้ได้โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้อาลักษณ์อ่านประกาศสถาปนา พลเอกหญิง สุทิดา วชิราลงกรณ์ เป็นสมเด็จพระราชินี จากนั้นผู้อำนวยการเขตดุสิต เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมุดจดทะเบียนราชาภิเษกสมรส ทรงลงพระปรมาภิไธยและพระนามาภิไธยในสมุดทะเบียนราชาภิเษกสมรส



ในการนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงลงพระนามาภิไธยในฐานะทรงเป็นสักขีพยาน และ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ลงนามในสมุดจดทะเบียนราชาภิเษกสมรส

นอกจากนี้เป็นที่รับทราบกันดีถึงประวัติการรับราชการ การรับใช้ใต้เบื้องยุคลบาทของพลเอกเปรม ที่ตลอดชีวิตหลายสิบปีได้เสียสละอุทิศกำลังกายกำลังใจในการทำงานแทนคุณแผ่นดิน ซึ่งปัจจุบัน พลเอกเปรม อยู่ในวัยย่าง 99 เป็นประธานองคมนตรีสองแผ่นดิน ที่ยังคงดูแข็งแรง แม้กำลังล่วงเข้าใกล้ร้อยปี ภาพของ พลเอกเปรม หรือ ป๋าเปรม ที่เป็นที่คุ้นเคยของคนไทยก็คือ บุรุษชาติทหารที่เกิดมาเพื่อทดแทนคุณแผ่นดินโดยแท้ เพราะระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมาจะเห็นได้ชัดเจนมาโดยตลอดในการอุทิศพลังกายใจทำเพื่อชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์นับเนื่องรัชสมัยในสองรัชกาลที่จะคงอยู่รับใช้เบื้องพระยุคลบาท